บทที่ 4 4

เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของภรันยา ชีวิตการแต่งงานของเธอและติณณภพดำเนินไปตามกฎเหล็กที่เขาตั้งไว้อย่างเคร่งครัด ในสายตาของคนภายนอกและแม่บ้านที่มาทำงานในช่วงกลางวัน พวกเขาคือคู่สามีภรรยาที่เงียบขรึมแต่ก็ไม่ได้มีปากเสียงอะไรกัน ทว่าในความเป็นจริง พวกเขาแทบจะไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาเช่าบ้านอยู่ร่วมกัน

ภรันยาทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของคฤหาสน์หลังใหญ่ได้อย่างไร้ที่ติ อาหารเช้าและเย็นถูกจัดเตรียมไว้ตรงเวลา เสื้อผ้าของติณณภพถูกรีดจนเรียบกริบและจัดเรียงตามโทนสีในตู้เสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบ เธอไม่เคยก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวของเขา ไม่เคยตั้งคำถามเวลาที่เขากลับบ้านดึก และไม่เคยเรียกร้องความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะเดียวกัน ติณณภพก็ทำตัวเย็นชาและห่างเหินอย่างคงเส้นคงวา เขาแทบจะไม่พูดกับเธอเลยหากไม่จำเป็น และทุกครั้งที่ต้องเอ่ยปากสนทนา น้ำเสียงของเขาก็มักจะเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและกระด้างกระเดื่องเสมอ

แต่ภรันยาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะในแต่ละวันเธอมีเรื่องให้ทำมากมาย ทั้งการบริหารพอร์ตหุ้นที่กำลังเติบโตอย่างสวยงาม การดูแลออเดอร์สินค้าออนไลน์ที่หลั่งไหลเข้ามาจนต้องจ้างแอดมินเพิ่ม และการแอบศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสายงานของติณณภพ เพื่อนำมาวิเคราะห์ทิศทางตลาดสำหรับการลงทุนในอนาคตของเธอเอง

เงินเดือนห้าหมื่นบาทที่ติณณภพโอนเข้าบัญชีส่วนตัวให้เธออย่างตรงเวลาในวันสิ้นเดือน ถูกภรันยาจับโยนเข้าพอร์ตหุ้นทั้งหมดโดยไม่แตะต้องแม้แต่สตางค์แดงเดียว ส่วนบัญชีค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวนหนึ่งแสนบาทเธอก็บริหารจัดการอย่างโปร่งใส มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายพร้อมแนบใบเสร็จทุกใบวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขาอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันข้อครหา

วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบแปดของเดือน ซึ่งตรงกับวันครบรอบแต่งงานครบหนึ่งเดือนพอดี ภรันยาไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับวันนี้เป็นพิเศษ เธอตื่นเช้ามาทำอาหารตามปกติและเตรียมตัวจะไปเช็กสต๊อกสินค้าที่โกดังเช่าในช่วงบ่าย ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นพร้อมกับชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็ทำให้เธอต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน

"สวัสดีค่ะคุณปู่ สุขภาพช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ รันว่าจะเข้าไปเยี่ยมอยู่พอดีเลยค่ะ" ภรันยากรอกเสียงหวานใสลงไปตามสายพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ คุณปู่ของติณณภพคือคนเดียวในตระกูลนี้ที่เธอเคารพรักจากใจจริง

"ปู่สบายดีลูก รันนั่นแหละเป็นยังไงบ้าง เจ้าติณณ์มันรังแกอะไรหนูหรือเปล่า ถ้ามันทำตัวไม่ดี หนูต้องรีบบอกปู่นะ ปู่จะเอาไม้เท้าไปเคาะหัวมันเอง" เสียงแหบพร่าแต่เจือไปด้วยความเมตตาของคุณปู่ตอบกลับมา

"คุณติณณ์ไม่ได้รังแกอะไรเลยค่ะคุณปู่ เขาทำงานหนักมาก กลับมาก็พักผ่อน รันก็ดูแลเขาตามปกติค่ะ คุณปู่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ" ภรันยาตอบเลี่ยงความจริงไปอย่างแนบเนียน เธอไม่อยากให้คนแก่ต้องมานั่งกลุ้มใจกับเรื่องไร้สาระของหลานชายตัวเอง

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วลูก อ้อ ที่ปู่โทรมาวันนี้ก็เพราะจำได้ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานหนึ่งเดือนของหนูกับเจ้าติณณ์ ปู่เลยให้เลขาไปจองโต๊ะที่ร้านอาหารฝรั่งเศสบนดาดฟ้าโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ให้พวกหนูสองคน คืนนี้ไปฉลองกันให้มีความสุขนะลูก ถือว่าเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานด้วย"

ภรันยาชะงักไปเล็กน้อย เธอลอบถอนหายใจในความเงียบ การต้องไปนั่งทานข้าวสองต่อสองกับติณณภพในบรรยากาศโรแมนติกแบบนั้น คงไม่ต่างอะไรกับการถูกจับไปนั่งอยู่ในห้องเย็นแน่ๆ แต่เพื่อไม่ให้คุณปู่เสียน้ำใจ เธอจึงต้องตอบตกลง

"ขอบพระคุณคุณปู่มากนะคะที่กรุณา รันจะไปตามที่คุณปู่จองไว้ค่ะ"

"ปู่โทรไปบังคับเจ้าติณณ์เรียบร้อยแล้ว มันรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเคลียร์งานแล้วตามไปเจอกันที่ร้านตอนหนึ่งทุ่มตรง หนูรันแต่งตัวสวยๆ ไปรอสามีเลยนะลูก ปู่ไม่กวนแล้ว"

หลังจากวางสายจากคุณปู่ ภรันยาก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุดสำหรับมื้อค่ำคืนนี้ เธอไม่ได้ตื่นเต้นที่จะได้ไปทานข้าวกับติณณภพ แต่ในเมื่อคุณปู่อุตส่าห์จองร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ให้ เธอในฐานะคนชอบของอร่อยก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ

หญิงสาวเลือกชุดเดรสผ้าไหมซาตินสีน้ำเงินเข้มที่ขับผิวขาวผ่องของเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ดีไซน์เรียบหรูแต่แอบเซ็กซี่เล็กน้อยด้วยการเปิดแผ่นหลังเนียนละเอียด ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยต่ำหลวมๆ ปล่อยปอยผมคลอเคลียกรอบหน้า แต่งหน้าโทนธรรมชาติแต่เน้นดวงตาให้ดูโฉบเฉี่ยว เมื่อสวมรองเท้าส้นสูงสีเงินและถือกระเป๋าคลัตช์ใบเล็กเข้าชุด ภรันยาก็ดูสวยสง่าราวกับนางพญาที่พร้อมจะสะกดทุกสายตา

เธอขับรถอีโคคาร์คันเล็กของตัวเองออกจากคฤหาสน์มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อไปถึง พนักงานต้อนรับก็รีบเข้ามาให้บริการและพาเธอขึ้นลิฟต์แก้วไปยังห้องอาหารบนชั้นดาดฟ้าทันทีที่เธอบอกชื่อการจองในนามของคุณปู่

โต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ตั้งอยู่ในมุมที่สวยที่สุดของร้าน สามารถมองเห็นวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ บนโต๊ะมีแจกันดอกกุหลาบสีแดงสดและแสงเทียนสลัวสร้างบรรยากาศโรแมนติก ภรันยาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมนุ่มสบาย พนักงานรินแชมเปญชั้นเลิศลงในแก้วทรงสูงให้เธออย่างนอบน้อม

เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงสี่สิบห้านาที ยังเหลือเวลาอีกสิบห้านาทีกว่าติณณภพจะมาถึงตามที่รับปากคุณปู่ไว้ ภรันยาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนดูข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อฆ่าเวลา พลางจิบแชมเปญรสชาตินุ่มละมุนไปด้วย

ในขณะเดียวกัน ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของติณณภพ เขากำลังเก็บเอกสารสำคัญลงกระเป๋าเอกสารด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เขาเพิ่งวางสายจากคุณปู่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน และโดนกำชับอย่างหนักแน่นว่าห้ามเบี้ยวการทานอาหารค่ำฉลองครบรอบหนึ่งเดือนกับภรันยาเด็ดขาด หากเขาไม่ไป คุณปู่ขู่ว่าจะตัดเงินปันผลจากหุ้นส่วนของเขาในไตรมาสนี้ทั้งหมด

ติณณภพไม่กลัวเรื่องเงิน แต่เขารำคาญที่จะต้องมานั่งฟังคุณปู่บ่นและไม่อยากมีปัญหาให้วุ่นวาย เขาจึงจำใจรับปากว่าจะไปกินข้าวกับผู้หญิงหน้าเงินคนนั้นให้จบๆ ไป ถือเสียว่าไปกินข้าวฟรีเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน

ชายหนุ่มหยิบเสื้อสูทขึ้นมาพาดแขน เตรียมตัวจะเดินออกจากห้องทำงาน ทว่าจู่ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้เคาะขออนุญาต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป